ภาครัฐ-องค์กรผู้บริโภค จับมือผลักดัน ‘ความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน’ เป็นวาระแห่งชาติ

 

องค์กรผู้บริโภคเสนอรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเป็นวาระของจังหวัดและเป็นตัวชี้วัดของโรงเรียน ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ สพฐ. ขนส่ง รับข้อเสนอ เน้นย้ำความปลอดภัยช่วงเปิดเทอม ด้าน ปภ.ยินดีเชิญให้ร่วมพัฒนาแผนแม่บทฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา บทเรียนและอนาคต ทิศทางรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ผ่านทางเพจมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการที่จะจัดทำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

 

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  กล่าวว่า อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนนั้นมักจะพบในข่าวบ่อยครั้ง และสถิติพบว่าเกิดอุบัติเหตุจากรถรับส่งนักเรียนอย่างน้อยเดือนละ 2-3 ครั้ง รวมถึงยังมีเรื่องของการลืมเด็กไว้ในรถ ในเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย สสส. พยายามชักชวนให้เห็นปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง พัฒนาให้เกิดนโยบายสาธารณะ และหาผู้ที่เป็นเครือข่ายเกาะติดขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั้ง 6 ภาค ได้เข้ามาช่วยทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่กพัฒนาผลักดันให้มีรถโรงเรียนที่มีความปลอดภัย

 

ด้าน นางสาวพวงทอง ว่องไว ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริโภคภาคเหนือ มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า อยากเห็นการทำงานเรื่องรถรับส่งนักเรียนใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ให้รถรับส่งนักเรียนเป็นตัวชี้วัดของโรงเรียนทุกแห่ง จะทำให้เกิดแนวทางและมาตรฐาน โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายผู้บริโภค มีคู่มือรูปแบบการทำงานซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ 2. ผลักดันเรื่องรถรับส่งนักเรียนร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ให้รถทุกคันเข้าตรวจสภาพและขออนุญาตทุกภาคเรียน 3. ผลักดันเรื่องรถรับส่งนักเรียนให้เป็นวาระระดับประเทศ ซึ่งความปลอดภัยทางถนนของเด็กและเยาวชน ไม่ใช่แค่รถจักรยานยนต์กับใบขับขี่ แต่ความปลอดภัยจากการใช้รถรับส่งนักเรียนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้คำนิยามที่ชัดเจน และอยากชวนทุกหน่วยงานมาร่วมกันผลักดันให้ “รถรับส่งนักเรียน เดินทางไปกลับปลอดภัย อุบัติเหตุเท่ากับศูนย์” เป็นวาระการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วน

 

ด้าน นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้เสนอข้อพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่ 1. โครงสร้างระบบจัดการและสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ งบประมาณ กฎระเบียบอำนาจหน้าที่ เอื้อให้ท้องถิ่นชุมชนเข้ามาจัดการ โดยแก้ไขนิยาม “การศึกษา” ให้รวมถึงการเดินทางมาศึกษาอย่างปลอดภัย และให้กระทรวงมหาดไทยเร่งออกระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการกำหนดให้การจัดรถรับส่งนักเรียนเป็นภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกระทำได้โดยตรง รวมทั้งสนับสนุนให้มีกลไกระดับท้องถิ่นในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ 2. ระบบข้อมูล เพื่อเฝ้าระวัง และสะท้อนความเสี่ยง โดยเฉพาะด้านคน พนักงานขับรถ สมรรถนะ เป็นต้น และ 3. เครือข่ายความร่วมมือ กรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน รวมถึงด้านโครงสร้างการกำกับดูแลให้ไปถึงระดับอำเภอ ท้องถิ่น ถ้าทุกจังหวัดโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด ดำเนินการเรื่องนี้ เชื่อว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนได้

 

ด้าน นายธีร์ ภวังคนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงการเปิดเทอมที่จะถึงว่า สพฐ. คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ในวันเปิดเทอม 1 พ.ย.64 โดยเร่งรัดการฉีดวัคซีนตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข คือ ร้อยละ 85 ส่วนความปลอดภัยทางถนนยังเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อใกล้เปิดเทอมแล้ว สพฐ. จะแจ้งเตรียมการเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยระมัดระวังเรื่องการขนส่งมวลชนเป็นพิเศษ

นายธีร์ ภวังคนันท์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการทำงานเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กนักเรียน ซึ่งเราไม่ควรจะสูญเสียเด็กคนไหนไปอีกด้วยเหตุเหล่านี้ ส่วนการทำตัวชี้วัดกับโรงเรียนตามที่องค์กรผู้บริโภคเสนอมา นั้นมีประเด็นนี้อยู่ในเงื่อนไขแล้ว แต่ยังต้องเพิ่มเติมในมาตรฐานเขตและโรงเรียน และในแผนการปฏิบัติการ สพฐ. โดยจะรับข้อเสนอไปหารือเพื่อปรับเงื่อนไขให้ชัดเจน

 

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรีหญิง นวลพร ไชยเดชกำจร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความปลอดภัย กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกจะบังคับใช้กฎหมายกับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่มีใบอนุญาต และเข้มงวดกวดขันในพื้นที่ โดยจะมีผู้ตรวจการเป็นประจำ ทุกครั้งช่วงเปิดเทอมก็จะมีการตั้งด่านช่วงเช้าและเย็น เพื่อตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนไม่ขึ้นทะเบียน และไม่ผ่านการตรวจอนุญาตจากกรมฯ หากจะให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้น อาจจะขอความร่วมมือผู้ปกครองไม่สนับสนุนไปใช้รถเหล่านั้น หรือทางโรงเรียนที่จะจัดการขึ้นทะเบียนให้เป็นรถรับส่งของโรงเรียน ก็ควรที่จะให้รถผ่านการตรวจสภาพ หรือได้รับการอนุญาตเป็นภาคเรียน จากกรมการขนส่งทางบกก่อน แม้กระทั่งการสื่อสารทำความเข้าใจในพื้นที่ เนื่องจากผู้ขับรถบางส่วนยังขาดความเข้าใจ

 

ด้าน นายวิทยา จันทน์เสนะ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ในแผนพัฒนาแม่บทความปลอดภัยทางถนน ฉบับปัจจุบันซึ่งจะสิ้นสุดภายในปี 2564 ได้มียุทธศาสตร์เรื่องความปลอดภัยของเด็กเยาวชนไว้อยู่แล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 5 ซึ่งจะมีระยะเวลาการทำงานระหว่างปี 2565–2570 โดยมีเป้าหมายผลักดันการขับเคลื่อนเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนอยู่ในร่างแผนนี้ด้วย จึงอยากเชิญทุกท่านและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อนในเชิงระบบทั่วประเทศ

ที่มา: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เราใช้คุกกี้เฉพาะที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ โดยคุณสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า