สมาคมเพื่อนโรคไตฯ ชวนเยาวชนอ่านฉลากขนมขบเคี้ยว ลดเสี่ยงโรคไต


สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย เปิดผลสำรวจโซเดียมในขนมขบเคี้ยว 400 ตัวอย่าง เตือนภัยใกล้ตัว หวั่นเด็กไทยเป็นโรคไตก่อนวัยอันควร พร้อมยื่นข้อเสนอเรื่องการลดปริมาณโซเดียมต่อทั้งผู้ประกอบการและหน่วยงานกำกับดูแล

(7 เม.ย.64) สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ภายใต้โครงการติดตามปริมาณโซเดียมในอาหารพร้อมบริโภคและกึ่งสำเร็จรูปเพื่อการรณรงค์ ลดเค็ม ลดโรค สุ่มสำรวจอ่านค่าฉลากโซเดียมกลุ่มขนมขบเคี้ยว จำนวน 400 ตัวอย่าง สนับสนุนให้ผู้บริโภคอ่านฉลากขนมขบเคี้ยวก่อนเลือกบริโภค

นางสาวศศิภาตา ผาตีบ ผู้สำรวจและนักวิจัย สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลสุ่มสำรวจฉลากโภชนาการในกลุ่มขนมขบเคี้ยว 400 ตัวอย่าง เดือนมีนาคม 2564 ประกอบด้วยฉลากอาหาร ฉลากโภชนาการทั้งแบบเต็มและแบบย่อ รวมถึงฉลาก GDA ซึ่งผลการสุ่มสำรวจปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคในกลุ่มขนมขบเคี้ยว แบ่งตามประเภทขนม 9 กลุ่ม ดังนี้


โดยการสังเกตปริมาณโซเดียมในขนมอย่างง่าย คือ การดูฉลากข้อมูลโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะบอกปริมาณโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งหมายถึงปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค 1 ครั้ง เช่น ในขนมห่อใหญ่ ฉลากข้อมูลโภชนาการอาจเขียนว่า หนึ่งหน่วยบริโภค : ½ ซอง (30 กรัม) หมายความว่า สามารถแบ่งรับประทานได้ 2 ครั้ง ดังนั้นหากเรารับประทานหมดในครั้งเดียวปริมาณโซเดียมที่อยู่ในฉลากโภชนาการก็ต้องคูณจำนวนครั้งเพิ่มเข้าไป ดังนั้นการดูปริมาณโซเดียมจึงต้องดู ‘ปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค’ ด้วย แต่หากอยากทราบปริมาณโซเดียมของขนมทั้งถุง ก็จะมีระบุอยู่ในฉลาก GDA ซึ่งมักจะอยู่ด้านหน้าถุงขนม นางสาวศศิภาตากล่าว

จากตัวอย่าง หากแบ่งกินตามคำแนะนำฉลาก คือ 2 ครั้ง  ครั้งละครึ่งห่อ  (ประมาณ 30 กรัม) จะได้รับโซเดียมปริมาณ 460 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่หากกินทั้งห่อปริมาณโซเดียมที่ได้รับจะเท่ากับ 920 มิลลิกรัม

 

นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแถลงข่าวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคให้รู้เท่าทันการอ่านฉลากก่อนตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเลี่ยงภาวะเสี่ยงไตวาย และเสนอให้ผู้ประกอบการลดปริมาณโซเดียมในกลุ่มขนมขบเคี้ยว และจัดทำฉลากให้ผู้บริโภคเห็นและตัดสินใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ส่วนข้อเสนอต่อหน่วยงาน ได้แก่ 1) การแก้ไขกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการลดปริมาณโซเดียมในกลุ่มขนมขบเคี้ยว 2) มาตรการของรัฐในการจัดเก็บภาษีโซเดียมเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับสูตรอาหารในทางธุรกิจ 3) ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลักดันฉลากสีสัญญาณไฟจราจร

ภาพเปรียบเทียบฉลาก GDA และ ฉลากสีสัญญาณไฟจราจร
ภาพเปรียบเทียบฉลาก GDA และ ฉลากสัญญาณไฟจราจรที่เข้าใจได้ง่าย

 

ด้าน รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์แพทย์ประจำสาขาวิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า เด็กไทยกินเค็มเกินเกือบ 5 เท่า เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตได้ ซึ่งในปัจจุบันสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก คือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ยังมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่มีขนาดอวัยวะที่เล็กกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะไตและหัวใจที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงหากเด็กได้รับโซเดียมจากอาหารที่มากเกินความต้องการติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ การติดกินเค็มจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็กก็ย่อมมีแนวโน้มที่ลิ้นจะติดเค็มไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ ปริมาณโซเดียมเฉลี่ยที่เด็กรับประทานอยู่ที่ 3,194 มิลลิกรัม/วัน แต่ในขณะที่ปริมาณโซเดียมที่เด็กวัยเรียนอายุ 6-8 ปี ควรได้รับ เท่ากับ 325-950 มิลลิกรัม อายุ 9-12 ปี เท่ากับ 400-1,175 มิลลิกรัม และอายุ 13-15 ปี เท่ากับ 500-1,500 มิลลิกรัมเท่านั้น เนื่องจากโซเดียมสามารถกระตุ้นน้ำลาย ทำให้เด็กอยากอาหารมากขึ้น ยิ่งกินก็ยิ่งติดเค็ม

“การสำรวจปริมาณโซเดียมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวในครั้งนี้ ถือเป็นเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก และหากมีการผลักดันการเก็บภาษีเกลือสำเร็จและทางผู้ผลิตสามารถปรับสูตรลดเกลือโซเดียม และเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกโซเดียมต่ำออกสู่ตลาดมากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งทางผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งในบางประเทศ เช่น ฮังการี อาหารที่มีเกลือไม่เกินเพดานที่กำหนด จะได้รับการยกเว้นเสียภาษี ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ผู้บริโภคก็ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรค NCDs ซึ่งเมื่อลดการเจ็บป่วยได้ ประเทศก็สามารถช่วยชาติประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อีกด้วย” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

 

นางสาวมลฤดี โพธิ์อินทร์ นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า จากผลสรุปการอ่านฉลากโภชนาการและฉลาก GDA ในกลุ่มขนมขบเคี้ยว ของสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย นั้นพบว่าฉลากมี 2 ประเภท 1. ฉลากข้อมูลโภชนาการ ที่บอกข้อมูลต่อ 1 หน่วยบริโภค 2.ฉลาก GDA บอกข้อมูลต่อ 1 บรรจุภัณฑ์ ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกทานอาหารต้องอ่านฉลากทั้ง 2 ประเภทเพื่อตัดสินใจ และอาจเกิดความไม่เข้าใจและสับสนได้ ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือแสดงฉลากตามความจริง และสิทธิที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้อย่างถูกต้องและพอเพียง ไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าและบริการโดยไม่เป็นธรรม

ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องผลักดันนโยบายเรื่องฉลากสีสัญญาณไฟจราจร เขียว เหลือง แดง บนฉลากอาหาร เพื่อเป็นทางเลือกในการตัดสินใจซื้อโดยการอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อาหารที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภค และสนับสนุนเผยแพร่แอปพลิเคชัน ฟู้ดช้อยส์ (FoodChoice) สแกนก่อนกิน เมื่อสแกนบาร์โค้ดจากผลิตภัณฑ์ ข้อมูลบนฉลากโภชนาการจะถูกแสดงในรูปแบบสีเขียว เหลือง แดงที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ช่วยผู้บริโภคในการตัดสินใจ เปรียบเทียบและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการจัดเรียงข้อมูลผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ เช่น พลังงาน น้ำตาล โซเดียม ไขมัน ไขมันอิ่มตัว และโปรตีน และเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรเรื่องการอ่านฉลากให้กับเด็ก เพื่อลดภาวะโรคเรื้อรังในเด็ก น.ส.มลฤดีกล่าว

ติดตามชมคลิปแถลงข่าวได้ที่เฟสบุ๊คแฟนเพจ สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย

ที่มา: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

เราใช้คุกกี้เฉพาะที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ โดยคุณสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า